ร้านของเก่าต้องมีใบอนุญาต อะไรบ้าง ครบทุกประเภทที่ต้องรู้

ร้านของเก่าต้องมีใบอนุญาต อะไรบ้าง ครบทุกประเภทที่ต้องรู้

ร้านของเก่าทุกร้านต้องมีอย่างน้อย 2 ใบอนุญาตหลัก คือ ใบอนุญาตค้าของเก่า (ออกโดยสถานีตำรวจ) และ ทะเบียนพาณิชย์ (ออกโดยพาณิชย์จังหวัดหรือสำนักงานเขต) ส่วนร้านที่รับซื้อประเภทพิเศษ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมัน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจต้องขอใบอนุญาตเพิ่มตามประเภทสินค้านั้นๆ


1. ใบอนุญาตค้าของเก่า — ใบแรกที่ต้องมีก่อนเปิดร้าน

ใบนี้คือใบอนุญาตหลักสำหรับธุรกิจรับซื้อของเก่าทุกประเภท กฎหมายที่บังคับคือ พระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ. 2474 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ซื้อขายสิ่งของมือสองหรือของเก่าต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ

ใครออกให้? สถานีตำรวจในพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่

ร้านแบบไหนต้องขอ?

  • ร้านรับซื้อโลหะ เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง
  • ร้านรับซื้อกระดาษ กระดาษลัง
  • ร้านรับซื้อพลาสติก ขวด
  • ร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง อุปกรณ์บ้านมือสอง
  • ร้านรับซื้อของเก่าทั่วไปที่มีการซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน

ต้องทำซ้ำหรือเปล่า? ใบอนุญาตนี้มีอายุ 1 ปี ต้องต่ออายุทุกปีก่อนวันหมดอายุ ถ้าลืมต่อและยังเปิดร้านต่อ มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และอาจถูกสั่งปิดกิจการ


2. ทะเบียนพาณิชย์ — บังคับสำหรับทุกธุรกิจ

ทะเบียนพาณิชย์ไม่ใช่ใบอนุญาตสำหรับ “ร้านของเก่า” โดยเฉพาะ แต่เป็นสิ่งที่ ทุกธุรกิจในไทยต้องมี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าประเภทใดก็ตาม กฎหมายที่บังคับคือ พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499

ใครออกให้?

  • กรุงเทพฯ: สำนักงานเขตที่ร้านตั้งอยู่
  • ต่างจังหวัด: สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ

เงื่อนไขสำคัญ: ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับจากวันเปิดร้าน ถ้าช้ากว่านั้นมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และปรับวันละ 100 บาทตลอดที่ยังไม่จด

ค่าธรรมเนียม: 50–100 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ)

ทะเบียนพาณิชย์ไม่มีอายุหมด แต่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงถ้าย้ายที่อยู่ เปลี่ยนชื่อร้าน หรือเปลี่ยนเจ้าของ


3. ใบอนุญาตพิเศษสำหรับร้านที่รับซื้อวัตถุอันตราย

ร้านของเก่าบางประเภทรับซื้อสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายวัตถุอันตราย เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ น้ำกรด น้ำมันหล่อลื่น ตัวทำละลาย ถ้าร้านของคุณรับซื้อสิ่งเหล่านี้ด้วย ต้องขอ ใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัตถุอันตราย เพิ่มด้วย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

ใครออกให้? ขึ้นอยู่กับประเภทวัตถุอันตราย:

  • กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรณีใช้ในเชิงอุตสาหกรรม)
  • กรมธุรกิจพลังงาน (กรณีน้ำมัน)
  • กรมวิชาการเกษตร (กรณีสารเคมีเกษตร)

ร้านของเก่าทั่วไปที่รับซื้อแบตเตอรี่มือสองในปริมาณไม่มาก อาจไม่ต้องขอใบนี้ แต่ถ้ารับซื้อเป็นปริมาณมากหรือมีการเก็บสต็อก ควรปรึกษากรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อน


4. ใบอนุญาตสำหรับร้านที่รับซื้อ e-waste และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ถ้าร้านของคุณรับซื้อหรือรื้อซากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันมีกฎระเบียบที่ต้องรู้ดังนี้

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทเป็น “วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว” ที่ต้องกำจัดในระบบที่ถูกต้อง

ร้านที่รับซื้อเพื่อรื้อชิ้นส่วน อาจต้องขอ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (โรงงานลำดับที่ 106) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าปริมาณที่รับซื้อเกินเกณฑ์ที่กำหนด

ร้านที่รับซื้อแล้วส่งต่อให้ผู้รีไซเคิลที่ได้รับอนุญาต (ไม่ได้รื้อเอง) มักไม่ต้องขอใบโรงงาน แต่ควรเก็บหลักฐานการส่งต่อไว้ด้วย


5. ใบอนุญาตจากท้องถิ่น (บางพื้นที่)

นอกจากใบอนุญาตจากส่วนกลาง หน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งอาจมีระเบียบเพิ่มเติม เช่น

  • ใบอนุญาตก่อสร้าง ถ้ามีการสร้างโรงเรือน โกดัง หรือสิ่งก่อสร้างภายในร้าน
  • ใบรับรองโรงเรือน (กรณีร้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ อบต./เทศบาล กำหนดควบคุม)
  • ใบอนุญาตประกอบกิจการค้า ตามข้อบัญญัติท้องถิ่นของบางจังหวัด

แนะนำให้โทรถามเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่ก่อนเปิดร้าน เพราะแต่ละพื้นที่อาจมีกฎเพิ่มเติมต่างกัน


สรุป: ร้านของเก่าต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง

ใบอนุญาตหน่วยงานที่ออกทุกร้านต้องมี?
ใบอนุญาตค้าของเก่าสถานีตำรวจ✅ ใช่
ทะเบียนพาณิชย์พาณิชย์จังหวัด / สำนักงานเขต✅ ใช่
ใบอนุญาตวัตถุอันตรายกรมโรงงาน / หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง⚠️ เฉพาะร้านที่รับซื้อสารเคมี
ใบอนุญาตโรงงาน (ลำดับ 106)กรมโรงงานอุตสาหกรรม⚠️ เฉพาะร้านที่รื้อ e-waste เอง
ใบอนุญาตท้องถิ่นเทศบาล / อบต.⚠️ ขึ้นอยู่กับพื้นที่

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ให้เริ่มจากขอ ใบอนุญาตค้าของเก่า และ ทะเบียนพาณิชย์ ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยตรวจสอบว่าประเภทสินค้าที่รับซื้อมีกฎหมายพิเศษเพิ่มเติมหรือไม่


เริ่มต้นบริหารร้านของเก่าให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก

การมีใบอนุญาตครบถ้วนเป็นแค่จุดเริ่มต้น ธุรกิจรับซื้อของเก่าที่เติบโตได้ต้องมีระบบจัดการที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกรายการรับซื้อ คำนวณราคา ดูสต็อก และติดตามข้อมูลลูกค้า

โปรแกรมรีไซเคิลสำหรับร้านของเก่า จาก Green2Get ช่วยจัดการทุกส่วนนี้ได้ในแอปเดียว ลดงานเอกสาร และเพิ่มรายได้ให้ร้านได้จริง

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับ แอปรีไซเคิล Green2Get เพื่อรับออเดอร์รับซื้อจากลูกค้าทั่วไปในพื้นที่ได้โดยตรง ขยายฐานลูกค้าโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา